Multiplicity (1996) | หนังดี24
ซับไทย Multiplicity (1996)

Multiplicity (1996) แบบไม่สปอยล์
เมื่อชีวิตครอบครัวและการงานถาโถมจนแทบหายใจไม่ทัน ดัก คินนีย์ เลือกทางออกสุดล้ำด้วยการโคลนตัวเอง แต่การมีตัวช่วยหลายคนกลับสร้างความวุ่นวายที่คาดไม่ถึง หนังตลกวิทยาศาสตร์ที่ชวนขบขันกับคำถามว่า “เราจะรับมือกับตัวเองหลายคนได้แค่ไหน?”
ข้อมูลหนังโดยย่อ
- ชื่อเรื่อง: Multiplicity (1996)
- Original Title: Multiplicity
- ปีที่ฉาย: 1996
- แนวหนัง: ตลก, จินตนาการ, นิยายวิทยาศาสตร์, หนังรักโรแมนติก
- วันเข้าฉาย: 1996
- ผู้กำกับ: Harold Ramis
- คะแนน: 5.8/10
เรื่องย่อ Multiplicity (1996)
ดัก คินนีย์ (ไมเคิล คีตัน) เป็นคนงานก่อสร้างที่ต้องแบกรับภาระทั้งหน้าที่การงานและครอบครัว เขาแทบไม่มีเวลาให้ตัวเองหรือภรรยาสุดที่รักอย่างลอร่า (แอนดี แมคโดเอลล์) จนกระทั่งวันหนึ่ง ดร. โอเวน ลีดส์ นักพันธุศาสตร์สุดเพี้ยน เข้ามาเสนอทางออกที่เหนือจินตนาการ นั่นคือการโคลนนิ่งตัวเอง
ด้วยความหวังว่าจะมีเวลาเหลือเฟือ ดักตกลงใจให้โคลนตัวแรกชื่อ “ทู” มาช่วยทำงานบ้าน แต่เมื่อชีวิตเริ่มซับซ้อนขึ้น เขาก็สั่งโคลนตัวที่สอง “ทรี” และตัวที่สาม “โฟร์” ตามมา แต่ละตัวมีบุคลิกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่ขยันขันแข็งไปจนถึงขี้เกียจสุดขั้ว ความวุ่นวายจึงเริ่มต้นขึ้นเมื่อโคลนแต่ละตัวเริ่มมีชีวิตเป็นของตัวเอง
ยิ่งดักพยายามใช้โคลนเพื่อจัดการทุกอย่าง กลับยิ่งทำให้ความสัมพันธ์กับภรรยาและลูกสาวย่ำแย่ลง เพราะลอร่าเริ่มสงสัยว่าสามีของเธอมีพฤติกรรมแปลกๆ เปลี่ยนไปมา หนังพาเราสนุกไปกับมุกตลกที่เกิดจากความแตกต่างของโคลนแต่ละตัว และสะท้อนให้เห็นว่าบางทีการมีตัวช่วยอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดเสมอไป
ในที่สุด ดักต้องเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึง เมื่อโคลนเริ่มกบฏและสร้างปัญหาใหญ่หลวงถึงขั้นเสี่ยงทำลายชีวิตครอบครัวของเขา เรื่องราวจึงกลายเป็นการเดินทางที่ทั้งฮาและซึ้ง เกี่ยวกับการค้นพบว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การมีเวลาเพิ่ม แต่คือการใช้เวลาที่มีอยู่อย่างมีความหมาย
รีวิวภาพรวม
Multiplicity เป็นหนังตลกไซไฟที่นำเสนอแนวคิดสุดครีเอทีฟด้วยลายเซ็นของ Harold Ramis ผู้กำกับมือทองที่เคยสร้างผลงานคลาสสิกอย่าง Groundhog Day ไมเคิล คีตัน รับบทหลายตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของโคลนแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน ทั้งน้ำเสียง ท่าทาง และบุคลิกที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์
แม้คะแนนจะไม่สูงมาก แต่หนังก็เต็มไปด้วยมุกตลกที่ถูกจังหวะและบทสนทนาที่เฉียบคม โดยเฉพาะฉากที่โคลนทั้งสามต้องแสร้งทำเป็นดักคนเดียวต่อหน้าลอร่า ซึ่งสร้างความขบขันและตึงเครียดได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตาม เนื้อเรื่องในช่วงท้ายอาจรู้สึกยืดเยื้อไปบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นหนังที่ดูเพลินและให้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับความสมดุลของชีวิต
จุดเด่นที่ทำให้น่าดู
- ไมเคิล คีตัน รับบทหลายตัวละครได้อย่างยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของโคลนแต่ละตัวชัดเจน
- แนวคิดการโคลนนิ่งตัวเองเพื่อแก้ปัญหาชีวิต นำเสนอในมุมตลกที่ชวนคิดและสนุกสนาน
- มุกตลกจากความวุ่นวายที่เกิดจากโคลนหลายตัวพยายามใช้ชีวิตแทนกัน
- บทหนังที่แฝงข้อคิดเกี่ยวกับคุณค่าของเวลาและความสัมพันธ์ในครอบครัว
บรรยากาศและโทนของหนัง
หนังมีบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัวยุค 90 ผสมผสานกับความเพี้ยนของวิทยาศาสตร์สุดล้ำ โทนโดยรวมเป็นตลกเบาสมอง แต่ก็แทรกโมเมนต์ซึ้งๆ ที่ทำให้เรายิ้มตามได้ มีจังหวะการเล่าเรื่องที่เน้นความสนุกสนานและความวุ่นวายจากการที่ตัวละครหลักต้องรับมือกับ “ตัวเอง” หลายคน
เหมาะกับใคร
เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังตลกครอบครัวแนววิทยาศาสตร์แบบเบาสมอง โดยเฉพาะแฟนผลงานของ Harold Ramis หรือผู้ที่ชื่นชอบการแสดงของไมเคิล คีตัน นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตยุ่งเหยิงและต้องการหนังฮาๆ ที่ให้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับการจัดสรรเวลาและความสำคัญของครอบครัว
สรุป Multiplicity (1996)
Multiplicity เป็นหนังตลกไซไฟที่นำเสนอแนวคิดสนุกสนานเกี่ยวกับการโคลนนิ่งตัวเองเพื่อแก้ปัญหาชีวิต แม้จะมีข้อบกพร่องบางประการ แต่การแสดงที่ยอดเยี่ยมของไมเคิล คีตันและมุกตลกที่ถูกจังหวะทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงน่าดูจนถึงทุกวันนี้ เป็นหนังที่ชวนให้เราหยุดคิดว่าบางทีการมีเวลาให้คนที่เรารักอาจสำคัญกว่าการพยายามทำทุกอย่างให้สำเร็จ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Multiplicity (1996)
โคลนแต่ละตัวในเรื่องมีความแตกต่างกันอย่างไร?
โคลนแต่ละตัวมีบุคลิกเฉพาะตัวที่ชัดเจน “ทู” เป็นโคลนตัวแรกที่ขยันและจริงจัง “ทรี” มีนิสัยเจ้าชู้และชอบปาร์ตี้ ส่วน “โฟร์” ที่ถูกโคลนจากทรีอีกที กลายเป็นคนไร้สมองและซื่อบื้อ ความแตกต่างนี้สร้างมุกตลกและความวุ่นวายให้กับชีวิตของดักอย่างมาก
หนังเรื่องนี้มีข้อคิดอะไรที่แฝงอยู่?
หนังสื่อให้เห็นว่าการพยายามแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณตัวเองไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นเสมอไป แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ที่ซับซ้อนกว่า สุดท้ายแล้วความสุขที่แท้จริงอยู่ที่การยอมรับข้อจำกัดของตัวเองและใช้เวลาที่มีกับคนที่เรารักอย่างมีคุณค่า
ทำไมคะแนนของหนังถึงไม่สูงมาก?
แม้แนวคิดจะน่าสนใจ แต่บางคนมองว่าเนื้อเรื่องในช่วงท้ายค่อนข้างยืดเยื้อและขาดความสดใหม่ นอกจากนี้มุกตลกบางส่วนอาจดูเชยไปตามยุคสมัย อย่างไรก็ตาม หนังยังคงเป็นที่ชื่นชอบของแฟนหนังตลกคลาสสิกยุค 90 ที่ชื่นชอบการแสดงของไมเคิล คีตัน











